สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(2538) ได้กล่าวถึง
การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ว่าเน้นกระบวนการที่นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองเป็นสำคัญ
ครูผู้สอนจะเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ศึกษาด้วยตนเองมากกว่าที่จะเป็นผู้บอกเล่าให้นักเรียนจดจำ
ทั้งนี้
ต้องคำนึงถึงวุฒิภาวะประสบการณ์เดิมและสิ่งแวดล้อมที่นักเรียนได้รับมาแล้วก่อนเข้าสู่ห้องเรียน
การพัฒนาแนวคิดหลักของเด็ก
จะเกิดขึ้นในสมองของนักเรียน
ซึ่งอาจสอดคล้องหรือขัดแย้งกับความเข้าใจและข้อเท็จจริงได้
ในการพัฒนานั้น เด็กจะสร้างแนวคิดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่จำเป็นต้องมีการสอนในห้องเรียน
ดังนั้น การเรียนรู้ตามแนวคิดของ Constructivism จะเกิดขึ้นได้ตามเงื่อนไขต่อไปนี้
เนื่องจาก Constructivism ไม่มีแนวปฏิบัติหรือวิธีการสอนอย่างเหมาะสม
ดังนั้น
นักการศึกษาโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้
พบว่า มีวิธีสอน 2 วิธีที่ใช้ประกอบกันแล้วช่วยให้แนวคิดของ Constructivism
ประสบผลสำเร็จในการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ตามแนวทางของ Constructivism ได้เน้นการเรียนรู้ของนักเรียนเกิดขึ้นด้วยตัวของนักเรียนเอง
วิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม คือ
ซึ่งการเรียนรู้ทั้ง
2 ลักษณะ มีดังนี้
การเรียนการสอนแบบค้นพบ
เป็นการเรียนการสอนลักษณะเดียวกับแบบการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method) ซึ่งมีขั้นตอนในการเรียนการสอน
5 ขั้นตอนคือ
การเรียนการสอนแบบเรียนรู้จากกลุ่ม
เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างทักษะของการอยู่ร่วมกันในสังกัด
และทักษะในด้านเนื้อหาวิชาการต่าง ๆ เป็นการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นสำคัญ
โดยจัดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันเรียนและทำงานด้วยกันเป็นกลุ่มๆ ละ 2-4 คน
โดยมีจุดหมายเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม
ผู้เรียนเก่งจะช่วยผู้เรียนอ่อนกว่า
และต้องยอมรับซึ่งกันและกันเสมอ
ความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับสมาชิกภายในกลุ่ม
โดยบทบาทของครูผู้สอน จะเป็นดังนี้
สำหรับวิธีการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้จากกลุ่มนั้น
มีหลากหลาย เช่น Jigsaw, Teams-Games-Tournament (TGT) , Student
Teams-Achievement Division (STAD) , Team Assisted Individualization (TAI) ,
Learning Together (LT) , Group Investigation (GI) ,Think-Pair-Square ,
Think-Pair-Share Pair Check , Three-Step-Interview , Number Head Together ฯลฯ โดยมีวิธีที่นิยมใช้อยู่ 6 วิธี คือ
แบบที่ 1
รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivism)
เชิงสังคมวิทยา ทฤษฎีด้านจิตวิทยา
เริ่มต้นจาก Jean Piaget ซึ่งเสนอว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นกระบวนการส่วนบุคคลมีความเป็นอัตนัย Vyecotsky
ได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลว่า
เกิดจากการสื่อสารทางภาษากับบุคคลอื่น สำหรับด้านสังคมวิทยา Emile Durkheim
และคณะ เชื่อว่าสภาพแวดล้อมทางสังคมมีผลต่อการเสริมสร้างความรู้ใหม่
ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนว Constructivism จัดเป็นทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม
(cognitive psychology) มีรากฐานมาจากผลงานของ Ausubel
และ Piaget
การจัดการเรียนรู้ผู้สอนจะต้อง
ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสร้างความรู้ตามแนว
Constructivismไดรเวอร์และเบลล์ (Driver
and Bell, 1986 อ้างถึงใน Matthews, 1994)
ได้กำหนดขั้นตอนไว้ ดังนี้
ไดเวอร์ และเบลล์ เน้นว่า
ผู้เรียนควรจะเรียนเนื้อหาสาระไปพร้อมกับการเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้การสอนแบบให้ผู้เรียนสร้างความรู้เน้นความสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน
และความสำคัญของความรู้เดิมและยังได้สรุปแนวคิดการเรียนรู้แบบสร้างความรู้ได้ดังนี้
สร้างสรรค์ความรู้ด้วยปัญญานิยม (Constructivism) อยู่บนฐานของการอ้างอิงหลักฐานในสิ่งที่พวกเราสร้างขึ้น
แสดงให้ปรากฏแก่สายตาของเราด้วยตัวของเราเอง และอยู่ บนฐานประสบการณ์ ของแต่ละบุคคล
และโครงสร้างองค์ความรู้ภายในแต่ละบุคคลอีกด้วย
การเรียนรู้ในลักษณะนี้อยู่บนฐานของการแปลความหมายและการให้ความหมายประสบการณ์ต่างๆ
ของผู้เรียนเขา / เธอในแต่ละบุคคลว่าเป็นอย่างไร
การที่ผู้เรียนลงมือกระทำการอย่างว่องไว ในกระบวนการสร้างสรรค์ ความหมายจากประสบการณ์ต่าง
ๆ ของเขาหรือเธอ องค์ความรู้จะถูกสร้างขึ้นโดยผู้เรียน
และโดยเหตุผลที่ทุกคนต่างมีชุดของประสบการณ์ต่างๆ
ของการเรียนรู้จึงมีลักษณะเฉพาะตน และมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน
การเรียนรู้จะเกิดปรากฏขึ้นในห่วงแห่งความคิดเมื่อได้มีการกระทำการภายในบุคคลนั้น ๆ
ทฤษฎีในแนวนี้ถูกใช้เพื่อเน้น การเตรียมการผู้เรียนในการตัดสินใจ
แบบจำลองทางจิตใจของเขา ในการจัดรวบรวมประสบการณ์ใหม่ต่างๆ และการแก้ปัญหา
สถานการณ์ปัญหาต่างๆ ที่กำกวมน่าสงสัย
ผู้ที่จะจัดการเรียนการสอนควรออกแบบการเรียนการสอนเพื่อที่ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสในการแก้ปัญหาที่มีความหมายจริง
ๆ และเป็นปัญหาในชีวิตจริงของผู้เรียน
ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนต่างก็มีความต้องการและมีประสบการณ์
ซึ่งสามารถประยุกต์นำไปใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง
และต้องการสร้างองค์ความรู้เหล่านั้น
ผู้จัดการเรียนการสอนควรจัดเตรียมหากลุ่มหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิกริยาต่อกันและได้คิด แก้ปัญหาต่างๆ
ผู้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรช่วยเหลือโดยการแนะแนวทางและสั่งสอนหรือฝึก (coaching)
วิธีการจัดการเรียนการสอนเมื่อใช้แนวคิดของ
Consturctivism จะเป็นการเรียน
การสอน ดังนี้ :
1 ) กรณีศึกษา (case studies) หรือการแก้ปัญหาเพื่อการเรียนรู้
2 )
การนำเสนอผลงาน/ชิ้นงานให้ปรากฎแก่สายตาหลายด้าน
หลายมิติหรือการจัดทำสื่อแนะแนวทาง คำแนะนำ
3 ) การกำกับดูแลหรือการฝึกงาน
4 ) การเรียนรู้ร่วมกัน (collaborative learning)
5 ) การเรียนรู้โดยการสืบค้น (Discovery learning)
6) การเรียนรู้โดยการกำหนดสถานการณ์
ภายใต้เงื่อนไขที่
Constructivism มีส่วนสนับ
สนุนทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การเรียนการสอนจะ
เกิดขึ้นในกระบวนการที่ได้มีการปฏิสัมพันธ์ ต่อกัน ระหว่างผู้เรียนต่อผู้เรียน
ผู้เรียนจะ รวบรวมจัดองค์ความรู้ ปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว
จากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับความเข้าใจในสถานการณ์ใหม่ ๆ ต่าง ๆ ที่ได้มา
แหล่งการเรียนรู้หรือทรัพยากรที่หลากหลายมีลักษณะที่แตกต่างกัน
จำนวนมากเท่าที่สามารถจัดหามาได้ เพื่อช่วยเหลือต่อการสืบค้น มีเวลาเพียงพอ
พอจะสามารถทำผลงาน/ชิ้นงาน/การปฏิบัติการได้
สำหรับผู้เรียนในการสืบค้นและประมวลผลองค์ความรู้
การประดิษฐ์คิดค้นผลงาน
ด้วยความรวดเร็วจากการใช้กระบวนการของ คอมพิวเตอร์
การสร้าง
สะพานข้ามแม่น้ำที่กว้างและมีน้ำไหลผ่าน
การวิจัย หาวิธีบำบัด รักษาตัวเองจากโรค
ผู้เรียนมีความต้องการความรู้ที่มีความหมายและมีนัยสำคัญต่อผลการเรียนรู้ของการเรียนการสอน
มิใช่ว่าจะมาทำนาย ว่าพวกเขามีความรู้ ความสามารถมากน้อยเพียงใด เพราะว่า ผู้เรียน
ทั้งหลายต่างกำลังสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง Constructivism มิใช่เป็นการทำงาน แต่เมื่อผลของการทำงาน,การสร้างผลงานต่างๆ ต่างก็ต้องการผลงานเหมือนกันทุกครั้งไป ตัวอย่างเช่น
การรวบรวมเส้นทางของรถยนต์ การมุ่งที่จะตรวจสอบผลงานหรือการทำงาน (ดูผลผลิต
ซึ่งไม่ตรงกับแนวคิดของ Constructivism )
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น