องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
            ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เป็นเรื่องที่นักวิชาการให้ความสนใจมาโดยตลอดจึงพยายามศึกษาองค์ประกอบที่มีส่วนสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการใช้ความสามารถและศักยภาพมีอยู่ในตนเองให้เกิดการเรียนรู้ให้มากที่สุด  มีผู้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังนี้
          สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (อ้างถึงใน น้ำเพชร  สินทอง,  2541,  หน้า 16)  ได้กล่าวถึง  องค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ว่าตั้งแต่เด็กเกิดมาและเจริญเติบโตในครอบครัวจนกระทั่งเข้าสู่วัยเรียน ได้แก่ คุณลักษณะของนักเรียน  คุณภาพการจัดการเรียนในโรงเรียน  ความสามารถติดตัวมาแต่กำเนิดและภูมิหลังของครอบครัว
           สุภาพรรณ  โคตรจรัส  (อ้างถึงใน  น้ำเพชร  สินทอง,  2541,  หน้า 16)  กล่าวว่าองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นแบ่งออกเป็น 2  ประเภท คือ
            1.องค์ประกอบด้านคุณลักษณะเดียวกับตัวผู้เรียน  ได้แก่  เชาวน์ปัญญาความถนัดความรู้พื้นฐานหรือความรู้เดิมของนักเรียน  และอารมณ์  เป็นแรงจูงใจความสนใจ  ทัศนคติและนิสัยในการเรียน  ความนึกคิดเกี่ยวกับตนเอง ตลอดจนการปรับตัวและบุคลิกภาพอื่น ๆ
            2.องค์ประกอบทางสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมทางครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ  ที่อยู่อาศัย  ความคาดหวังของบิดามารดาPrescott (อ้างถึงใน น้ำเพชร  สินทอง,  2541,  หน้า  16)   ได้กล่าวถึง องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พอสรุปได้ดังนี้
3.องค์ประกอบทางร่างกายได้แก่ การเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพข้อบกพร่อง  และลักษณะท่าทางของร่างกาย
4. องค์ประกอบทางความรัก  ได้แก่  ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดา  ความสัมพันธ์   5.ระหว่างบิดามารดากับบุตร  ความสัมพันธ์ระหว่างบุตรและสมาชิกในครอบครัว
6.องค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม  ขนบธรรมเนียมประเพณี  ความเป็นอยู่ของครอบครัว  สภาพแวดล้อม  การอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง  และฐานะทางเศรษฐกิจ
7. องค์ประกอบด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน
8.องค์ประกอบทางการพัฒนาแห่งตน  ได้แก่  สติปัญญา  ความสนใจ  เจตคติและแรงจูงใจ
9.องค์ประกอบทางด้านการปรับตัว  คือ การปรับตัวและการแสดงอารมณ์


อิทธิพลต่อการเรียนรู้
              จิตวิทยากับการรับรู้ หมายถึง การแปลความหมายเกี่ยวกับการสัมผัส โดยเริ่มจากการสัมผัสจากสิ่งรอบข้าง ที่มากระทบกับอวัยวะของร่างกายมนุษย์ และส่งผลไปถึงสมอง จากนั้นสมองจะเป็นตัวทำการสั่งการเพื่อให้ร่างกายของเรานั้นทำตาม กระบวนการของการรับรู้ คือ เป็นกระบวนการเข้าใจ ถึงความเข้าใจ ความนึกคิด การรู้สึก ความจำ และการเรียนรู้ กระบวรการรับรู้จะแบ่งออกเป็นลักษณะนี้
 Sensing —–> Memory ——> Learning ——-> Decision making
            และกระบวนการรับรู้เริ่มขึ้นมาดังต่อไปนี้ สิ่งที่อยู่รอบตัว สิ่งเร้า สัตว์ หรือสิ่งของ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า การสัมผัส การแปลสัมผัส จะเกิดขึ้นภายใต้คำสั่งของสมอง ทำให้เกิดการกระทำบางอย่างขึ้นมา การที่เราได้ยินเสียงปืน สมองจะแปลเสียง ให้เรารับรู้ว่าคือเสียงของปืน โดยเปรียบเทียบเสียงที่เราเคยได้ยินมาจากเมื่อก่อน ในขณะที่สองนั้นแปลความหมายของเสียงออกมา จิตต้องมีเจตนาปนอยู่ ซึ่งเกิดแปลความหมาย และ ต่อไปเราก็จะทราบว่าเสียงนั้นมันคืออะไรต่างหาก สมองจะแบ่งเสียงออกมา และจะจินตนาการเสียงนั้นว่า เป็นปืน อะไร ปืนชนิดใด
           1. สิ่งเร้า ( Stimulus ) สิ่งที่จะทำให้เรารับรู้ถึงสิ่งรอบข้างที่เกิด การได้สัมผัส จับต้องสิ่งของ สิ่งแวดล้อมต่างๆ คน สัตว์ สิ่งของ
           2. ประสาทสัมผัส ( Sense Organs ) ที่กระทำให้เรารู้สึกว่าได้สัมผัส เช่น ตา หู จมูก ปาก ลิ้นรับรู้รสชาติ และผิวหนังที่เกิดอาการร้อนและหนาว
           3. ประสบการณ์ คือสิ่งที่เราได้เคยสัมผัส ได้ยิน และเคยเห็นมาก่อนในอดีตที่จิตของเราได้บันทึกไว้
           4. การแปลความหมายของจิตวิทยา กับสมอง สิ่งที่พบเห็นในอดีต จะถูกเก็บไว้ในสมอง หากมนุษยืได้สัมผัสสิ่งเร้า หรือสิ่งที่เคยได้สัมผัสมาก่อน สมองจะสั่งการว่าสิ่งนั้นคืออะไร และผ่านไปหรือยัง

ปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้
    การรับรู้ (Perception)
        การรับรู้ หมายถึง การแปลความหมายจากการสัมผัส โดยเริ่มตั้งแต่ การมีสิ่งเร้ามา กระทบกับอวัยวะรับสัมผัสทั้งห้า และส่งกระแสประสาท ไปยังสมอง เพื่อการแปลความ
กระบวนการของการรับรู้ (Process) เป็นกระบวนการที่คาบเกี่ยวกันระหว่างเรื่องความเข้าใจ การคิด การรู้สึก (Sensing) ความจำ (Memory) การเรียนรู้ (Learning) การตัดสินใจ (Decision making)
Sensing -----> Memory ------> Learning -------> Decision making

        กระบวนการของการรับรู้ เกิดขึ้นเป็นลำดับดังนี้
            สิ่งเร้าไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานการณ์ มาเร้าอินทรีย์ ทำให้เกิดการสัมผัส (Sensation) และเมื่อเกิดการสัมผัสบุคคล จะเกิดมีอาการแปล การสัมผัสและมีเจตนา (Conation) ที่จะแปลสัมผัสนั้น การแปลสัมผัส จะเกิดขึ้นในสมอง ทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ เช่น การที่เราได้ยินเสียงดัง ปัง ปัง ๆ สมองจะแปลเสียงดังปัง ปัง โดยเปรียบเทียบกับเสียง ที่เคยได้ยินว่าเป็น เสียงของอะไร เสียงปืน เสียงระเบิด เสียงพลุ เสียงประทัด เสียงของท่อไอเสียรถ เสียงเครื่องยนต์ระเบิด หรือเสียงอะไร ในขณะเปรียบเทียบ จิตต้องมีเจตนา ปนอยู่ ทำให้เกิดแปลความหมาย และ ต่อไปก็รู้ว่า เสียงที่ได้ยินนั่นคือ เสียงอะไร อาจเป็นเสียงปืน เพราะบุคคลจะแปลความหมายได้ ถ้าบุคคลเคย มีประสบการณ์ในเสียงปืนมาก่อน และอาจแปลได้ว่า ปืนที่ดังเป็นปืนชนิดใด ถ้าเขาเป็นตำรวจ จากตัวอย่างข้างต้นนี้ เราอาจสรุป กระบวนการรับรู้ จะเกิดได้จะต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
          1. มีสิ่งเร้า ( Stimulus ) ที่จะทำให้เกิด การรับรู้ เช่น สถานการณ์ เหตุการณ์ สิ่งแวดล้อม รอบกาย ที่เป็น คน สัตว์ และสิ่งของ
          2. ประสาทสัมผัส ( Sense Organs ) ที่ทำให้เกิดความรู้สึกสัมผัส เช่น ตาดู หูฟัง จมูกได้ กลิ่น ลิ้นรู้รส และผิวหนังรู้ร้อนหนาว
         3. ประสบการณ์ หรือความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าที่เราสัมผัส
          4. การแปลความหมายของสิ่งที่เราสัมผัส สิ่งที่เคยพบเห็นมาแล้วย่อมจะอยู่ในความทรงจำของสมอง เมื่อบุคคลได้รับสิ่งเร้า สมองก็จะทำหน้าที่ทบทวนกับความรู้ที่มีอยู่เดิมว่า สิ่งเร้านั้นคืออะไร
        เมื่อมนุษย์เราถูกเร้าโดยสิ่งแวดล้อม ก็จะเกิดความรู้สึกจากการสัมผัส (Sensation) โดยอาศัยอวัยวะสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา ทำหน้าที่ดูคือ มองเห็น หูทำหน้าที่ฟังคือ ได้ยิน ลิ้นทำหน้าที่รู้รส จมูก ทำหน้าที่ดมคือได้กลิ่น ผิวหนังทำหน้าที่สัมผัสคือรู้สึกได้อย่างถูกต้อง กระบวนการรับรู้ ก็สมบูรณ์แต่จริงๆ แล้วยังมีการสัมผัสภายในอีก 3 อย่างด้วยที่จะช่วยให้เรารับสัมผัสสิ่งต่างๆ

        ลำดับขั้นของกระบวนการรับรู้
            การรับรู้จะเกิดขึ้นได้ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการดังนี้
       ขั้นที่ 1 สิ่งเร้า( Stimulus )มากระทบอวัยวะสัมผัสของอินทรีย์
        ขั้นที่ 2 กระแสประสาทสัมผัสวิ่งไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีศูนย์อยู่ที่สมองเพื่อสั่งการ ตรงนี้เกิดการรับรู้ ( Perception )
        ขั้นที่ 3 สมองแปลความหมายออกมาเป็นความรู้ความเข้าใจโดยอาศัย ความรู้เดิม ประสบการณ์เดิม ความจำ เจตคติ ความต้องการ ปทัสถาน บุคลิกภาพ เชาวน์ปัญญา ทำให้เกิดการตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่ง การรับรู้ ( Perception )
      ตัวอย่าง ขณะนอนอยู่ในห้องได้ยินเสียงร้องเรียกเหมียวๆๆรู้ว่าเป็นเสียงร้องของสัตว์ และรู้ต่อไปว่าเป็นเสียงของแมว เสียงเป็นเครื่องเร้า (Stimulus) เสียงแล่นมากระทบหูในหูมีปลายประสาท (End organ) เป็นเครื่องรับ (Receptor) เครื่องรับส่งกระแสความรู้สึก (Impulse) ไปทางประสาทสัมผัส (Sensory nerve) เข้าไปสู่สมอง สมองเกิดความตื่นตัวขึ้น (ตอนนี้เป็นสัมผัส) ครั้นแล้วสมองทำการแยกแยะว่า เสียงนั้นเป็นเสียงคนเป็นเสียงสัตว์ เป็นเสียงของแมวสาวเป็นเสียงแมวหนุ่ม ร้องทำไมเราเกิดอาการรับรู้ ตอนหลังนี้เป็น การรับรู้ เมื่อเรารู้ว่าเป็นเสียงของแมวเรียก ทำให้เราต้องการรู้ว่าแมวเป็นอะไร ร้องเรียกทำไมเราจึงลุกขึ้นไปดูแมวตาม ตำแหน่งเสียงมี่ได้ยินและขานรับ สมองก็สั่งให้กล้ามเนื้อปากทำการเปล่งเสียงขานรับ ตอนนี้ทางจิตวิทยาเรียกว่า ปฏิกิริยาหรือการตอบสนอง (Reaction หรือ Response) เมื่อประสาทตื่นตัวโดยเครื่องเร้า จะเกิดมีปฏิกิริยา คือ อาการตอบสนองต่อสิ่งเร้า

    กลไกของการรับรู้
        กลไกการรับรู้เกิดขึ้นจากทั้ง สิ่งเร้าภายนอกและภายในอินทรีย์ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม อวัยวะรับสัมผัส (Sensory organ) เป็น เครื่องรับสิ่งเร้าของมนุษย์ ส่วนที่รับความรู้สึกของอวัยวะรับสัมผัสอาจอยู่ลึกเข้าไปข้างใน มองจากภายนอกไม่เห็น อวัยวะรับสัมผัส แต่ละอย่างมีประสาทรับสัมผัส (Sensory nerve) ช่วยเชื่อมอวัยวะรับสัมผัสกับเขตแดนการรับสัมผัสต่าง ๆ ที่สมอง และส่งผ่านประสาทมอเตอร์ (Motor nerve) ไปสู่อวัยวะมอเตอร์ (Motor organ) ซึ่งประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อและต่อมต่างๆ ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองของอวัยวะมอเตอร์ และจะออกมาในรูปใดขึ้นอยู่กับ การบังคับบัญชาของระบบประสาท ส่วนสาเหตุที่มนุษย์เราสามารถไวต่อความรู้สึกก็เพราะ เซลประสาทของประสาทรับสัมผัส แบ่งแยกแตกออกเป็นกิ่งก้านแผ่ไปติดต่อกับ อวัยวะรับสัมผัส และที่อวัยวะรับสัมผัสมีเซลรับสัมผัส ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวจึง สามารถทำให้มนุษย์รับสัมผัสได้
            จิตใจติดต่อกับโลกภายนอกได้โดยการสัมผัส คนตาบอดแม้อธิบายให้ฟังว่าสีแดง สีเขียวเป็นอย่างไร เขาก็จะเข้าใจให้ถูกต้องไม่ได้เลย เพราะเรื่องสีจะต้องรู้ด้วยตา เครื่องมือสัมผัสอย่างหนึ่งก็ทำหน้าที่อย่างหนึ่ง คนหูหนวกย่อมไม่รู้สึกถึงลีลาความไพเราะของเสียงเพลง ดังนั้นการสอนจึงเน้นว่า "ให้สอนโดยทางสัมผัส" การรับรู้นับว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ การรับรู้ที่ถูกต้องจึงจะส่งผล ให้ได้รับ ความรู้ที่ถูกต้อง นักเรียนต้องได้การรับรู้ที่ถูกต้อง มิฉะนั้นความรู้ที่รับไปก็ผิดหมด อวัยวะสัมผัส กับการรับรู้

          มนุษย์ย่อมมีพฤติกรรม สนองตอบสิ่งแวดล้อมกระบวนการของการรับรู้เป็นสิ่งแรกที่มนุษย์สนองตอบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบประสาท อวัยวะสัมผัส เป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการรับรู้ต้องมีความสมบูรณ์จึงจะสามารถรับรู้สิ่งเร้าได้ดีเพราะอวัยวะสัมผัสรับสิ่งเร้า ที่มากระทบประสาทรับสัมผัสส่งกระแสประสาทไปยังสมองเพื่อให้สมองแปลความหมายออกมา เกิดเป็นการรับรู้ และอวัยวะสัมผัสของมนุษย์ มีขีดความสามารถจำกัด กลิ่นอ่อนเกินไป เสียงเบาเกินไป แสงน้อยเกินไปย่อมจะรับสัมผัสไม่ได้ ดังนั้นประเภท ขนาด คุณภาพของสิ่งเร้าจึงมีผลต่อการรับรู้และการตอบสนอง สิ่งเร้าบางประเภทไม่สามารถกระตุ้นอวัยวะสัมผัสของเราได้ เช่น คลื่นวิทยุ

องค์ประกอบของการรับรู้
            1.สิ่งเร้าได้แก่วัตถุ แสง เสียง กลิ่น รสต่างๆ
            2.อวัยวะรับสัมผัส ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง ถ้าไม่สมบูรณ์จะทำให้สูญเสียการรับรู้ได้
            3.ประสาทในการรับสัมผัสเป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากอวัยวะรับสัมผัสไปยังสมองส่วนกลาง เพื่อการแปลความต่อไป
            4.ประสบการณ์เดิม การรู้จัก การจำได้ ทำให้การรับรู้ได้ดีขึ้น
            5.ค่านิยม ทัศนคต
            6.ความใส่ใจ ความตั้งใจ
            7.สภาพจิตใจ อารมณ์ เช่น การคาดหวัง ความดีใจ เสียใจ
            8.ความสามารถทางสติปัญญา ทำให้รับรู้ได้เร็ว

         การจัดระบบการรับรู
            มนุษย์เมื่อพบสิ่งเร้าไม่ได้รับรู้ตามที่สิ่งเร้าปรากฏแต่จะนำมาจัดระบบตามหลักดังนี้
            1.หลักแห่งความคล้ายคลึง ( Principle of similarity) สิ่งเร้าใดที่มีความคล้ายกันจะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกั
            2.หลักแห่งความใกล้ชิด (Principle of proximity ) สิ่งเร้าที่มีความใกล้กันจะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน
            3.หลักแห่งความสมบูรณ์ (Principle of closure) เป็นการรับรู้สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ขึ้น
        ความคงที่ของการรับรู้ ( Perceptual constancy ) ความคงที่ในการรับรู้มี 3 ประการ ได้แก่
            1.การคงที่ของขนา
            2.การคงที่ของรูปแบบ รูปทร
            3.การคงที่ของสีและแสงสว่าง
        การรับรู้ที่ผิดพลาด แม้ว่ามนุษย์มีอวัยวะรับสัมผัสถึง 5 ประเภทแต่มนุษย์ก็ยังรับรู้ผิดพลาดได้ เช่น ภาพลวงตา การรับฟังความบอกเล่า ทำให้เรื่องบิดเบือนไป การมีประสบการณ์และค่านิยมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการรับรู้ถ้าจะให้ถูกต้อง จะต้องรับรู้โดยผ่าน ประสาทสัมผัสหลายทาง ผ่านกระบวนการคิดไตร่ตรองให้มากขึ้น

            เชาวน์ปัญญา (Intelligence)
            คนที่เคยเห็นชาวเขาปักผ้าเป็นลวดลายอย่างที่เรียกกันว่า ครอสติช (crosstich) ก็จะรู้สึกทึ่งในความสามารถของพวกเขา เพราะชาวเขาเวลาปักผ้าจะปักจากทางด้านหลังของผ้า ที่ไม่มีการวาดลวดลายเตรียมไว้ก่อน แต่จะต้องคิดหรือจำลวดลายนั้น ออกมาเอง มองดูไม่ออกว่าน่าจะเป็นลวดลายอะไร เห็นเป็นแต่เพียงงานปักลายเลอะ ๆ แต่ถ้าพลิกกลับเอาด้านตรงข้าม ที่เป็นด้านหลังมาดูก็จะเห็นเป็นลายปักที่มีลวดลายสลับสีสันงดงาม จะว่าไปแล้วงานปักผ้าของชาวเขาที่มีความคิด ในด้านการออกแบบลวดลาย (design) ลงบนผืนผ้า มีลักษณะที่เรียกว่า geometric folk art เป็นงานศิลปะที่ทรงคุณค่า ได้อย่างหนึ่ง ถ้าจะดูความสามารถจากการปักผ้าของชาวเขาเพียงอย่างเดียวอาจกล่าวได้ว่า ชาวเขาเป็นผู้มีเชาวน์ปัญญาสูง จึงสามารถสร้างงานปักผ้าออกมาได้ในลักษณะของงานศิลปะที่มีคุณค่าได้อย่างมีคุณภาพเช่นนี้
           แต่ถ้าเอาชาวเขามาวัด IQ. โดยให้ทำการทดสอบจากแบบทดสอบที่ใช้วัด IQ. คนธรรมดาทั่วไป ผลการทดสอบอาจ แสดงค่าของ IQ. ที่ไม่สูงอย่างที่คิดไว้ เพราะชาวเขาอาจตอบคำถามธรรมดา ๆ ของคนเมืองไม่ได้ หรือชาวเขาอาจมีแนวคิด ที่แตกต่างไปจากที่คนเมือง หรือคนในที่ราบคิด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ค่า ของ IQ. ที่แสดงออกมาก็อาจจะต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ความจริงแล้วชาวเขาไม่ได้มีเชาวน์ปัญญาต่ำดังเช่นตัวเลข IQ.ที่แสดงค่าออกมาหรือจะว่าไปแล้วชาวเขาไม่น่าที่จะมีIQ.ต่ำกว่าคนเมือง

นิยามของเชาวน์ปัญญา          
        มีผู้ให้นิยามคำว่าเชาวน์ปัญญา (intelligence) มากมายหลายคนดังนี้:
David Wechsler (1958) กล่าวว่า เชาวน์ปัญญาคือ ความสามารถโดยรวมของบุคคลที่แสดงออกอย่างมีเป้าหมาย คิดอย่างมีเหตุผล และจัดการกับสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
J.P. Gilford กล่าวว่าเชาวน์ปัญญามีองค์ประกอบ 3 มิติ ด้วยกันคือ
          1. วิธีการคิด
          2. สิ่งที่ก่อให้เกิดเป็นความคิด เช่น ภาพ สัญลักษณ์ หรือเรื่องราวต่าง ๆ
          3. ผลของความคิด สามารถดัดแปลงนำไปใช้ในกิจกรรม
Charles Spearman กล่าวถึง เชาวน์ปัญญา ซึ่งประกอบด้วย 2 โครงสร้างคือ
          1. ความสามารถทั่วไป เช่นเข้าใจความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ การวางแผนและการคิดอย่างมีเหตุผล
          2. ความสามารถพิเศษ เช่น ความสามารถด้านกีฬา ศิลปะ ดนตรี
ปี 1927 Spearman กล่าวว่าองค์ประกอบทั่วไปของเชาวน์ปัญญาเรียกว่า หรือ g-factor เป็นความคิดแฝงที่อยู่ภายใต้การกระทำทุกชนิดที่บ่งบอกลักษณะของเชาวน์ปัญญา และ g-factor คือสิ่งที่ถูกวัดโดยแบบทดสอบทางเชาวน์ปัญญา
Howard Gardner (1983) กล่าวถึงเชาวน์ปัญญา 7 ชนิด แม้ว่าแต่ละชนิดต่างเป็นอิสระไม่ต้องอาศัยอย่างอื่นประกอบ แต่โดยทั่วไปแล้ว กิจกรรมต่าง ๆ จะประกอบด้วยส่วนของเชาวน์ปัญญาเหล่านี้ร่วมกัน (Gardner, 1983; Walter and Gardner,1986; Krechesky and Gardner,1990)
เชาวน์ปัญญา 7 ชนิดคือ
           1. เชาวน์ปัญญาทางด้านดนตรี (Musical intelligence) ได้แก่ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการดนตรี
          2. เชาวน์ปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Bodily kinesthetic intelligence) ได้แก่ทักษะที่ใช้ส่วนต่าง ๆของร่างกายในการแสดง หรือแก้ไขปัญหาเช่น นักกรีฑา นักแสดง นักเต้นรำ และ ศัลยแพทย์
          3. เชาวน์ปัญญาในด้านตรรก และการคำนวณ (Logical and mathematic intelligence) ได้แก่ทักษะในการใช้เหตุและผล รวมทั้งการคิดคำนวณ และความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา
          4. เชาวน์ปัญญาทางด้านการใช้ภาษา (Linguistic intelligence) ได้แก่ทักษะซึ่งเป็นผลจากการใช้ภาษา
          5. เชาวน์ปัญญาเกี่ยวกับที่ว่าง (Spatial intelligence) ได้แก่ทักษะที่ใช้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้าง รูปพรรณสัณฐาน องค์ประกอบ มักพบในกลุ่มที่เป็นศิลปิน หรือสถาปนิก
          6. เชาวน์ปัญญาเชิงปฏิสัมพันธ์ (Interpersonal intelligence) ได้แก่ทักษะที่ใช้ในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่นมีความไวในการรับหรือส่งอารมณ์ ความรู้สึก แรงจูงใจ หรือมีความเข้าใจในผู้อื่น ข้อนี้น่าจะคล้ายกับเรื่องของ EQ.
          7. เชาวน์ปัญญาในด้านความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับตนเอง (Intrapersonal intelligence)ได้แก่ความเข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ตนเองมีอยู่
Sternberg และคณะ (1981) กล่าวถึงเชาวน์ปัญญา (intelligence) ในด้านต่าง ๆ ดังนี้คือ
          1. ความสามารถในการแก้ปัญหา (problem solving ability) ด้วยหลักเกณฑ์ที่มีเหตุและผล
          2. มีความคิดที่แสดงความสามารถในเชิงภาษา การติดต่อสื่อสารด้วยคำพูดและวาจาและ
          3. มีความสามารถทางสังคม มีความสนใจผู้อื่น และสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อ
กันอย่างมีประสิทธิภาพ
Sternberg (19851991) พัฒนาทฤษฎีทางเชาวน์ปัญญา 3 มิติ (Triarchic theory of intelligence) เขากล่าวถึงองค์ประกอบ 3 ด้านของเชาวน์ปัญญาคือ
          1. ด้านองค์ประกอบ (componential aspect) เน้นในเรื่ององค์ประกอบของความคิด ที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการของความคิดหรือทักษะ(mental process or skill) เมื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมที่มีเหตุผล
          2. ด้านประสบการณ์ (experiential aspect) เน้นประสบการณ์ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภูมิปัญญาของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ในอดีตที่ช่วยในการแก้ปัญหาเมื่อเผชิญกับสถาณการณ์ต่าง ๆ เช่นการปรับตัวกับงานใหม่ ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น
          3. ด้านบริบท (contextual aspect) ทุกวันนี้มนุษย์ต้องเผชิญกับสิ่ง แวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บุคคลต้องใช้ความสามารถเชิงเชาวน์ปัญญาชนิดนี้เข้าจัดการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆที่เปลี่ยนแปลงไป
          ในปัจจุบันมีนักจิตวิทยารุ่นใหม่ ๆ ที่มีการจัดแบ่งเชาวน์ปัญญาออกไปในด้านต่าง ๆ เช่น ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional intelligence) หรือเชาวน์อารมณ์ ( Emotional Quotient, EQ.) เชาวน์ปัญญาเชิงปฎิบัติการ (Practical intelligence) และเชาวน์ปัญญาเชิงจริยธรรม (Moral intelligence) อย่างไรก็ตามทฤษฏีใหม่ในปัจจุบันเน้นถึงความสำคัญของเชาวน์ปัญญาเชิงปฏิบัติการ (practical intelligence) ที่ช่วยให้มนุษย์ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันมากกว่าเชาวน์ปัญญาที่ได้รับจากการเรียนรู้ในโรงเรียน (school intelligence)
           ในทางจิตวิทยา เชาวน์ปัญญา (Intelligence) หมายถึงความสามารถที่จะเข้าใจโลกตามความเป็นจริง คิดอย่างมีเหตุผลและใช้ทรัพยากรต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อต้องเผชิญกับการท้าทาย เชาวน์ปัญญายังหมายถึง ความสามารถทางการรู้ การเรียนรู้ ความจำทั้งในอดีตและปัจจุบัน การจัดแนวคิดทั้งในการใช้คำพูดและตัวเลข ความสามารถในการเปลี่ยนความคิดเชิงนามธรรมเป็นภาษาเขียนหรือคำพูด และการใช้ภาษากลับไป เป็นความคิดเชิงนามธรรมยังรวมถึงความสามารถในการวิเคราะห์และการสังเคราะห์รูปทรง และการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ อย่างมีความหมายและแม่นยำตามลำดับก่อนหลัง ( พริ้มเพรา ดิษยวณิช2543 )
         จากนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเชาวน์ปัญญาเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลเป็นผลรวมของชีวิตที่เกี่ยวกับจิตใจ ซึ่งสัมพันธ์กับความสามารถในด้านการรู้หรือประชาน (cognitive ability) พัฒนาการของเชาวน์ปัญญาเกี่ยวข้องกับอิทธิพล ของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

       การวัดเชาวน์ปัญญา
         ราวปี ค.ศ. 1904 รัฐบาลฝรั่งเศสมีความคาดหวังว่าการแบ่งกลุ่มเด็กเรียนช้า เพื่อจัดชั้นเรียนพิเศษจะเป็นประโยชน์กับเด็กกลุ่มนี้มากกว่าที่จะให้เรียน ในชั้นเรียนตามปกติ จึงมีการขอความร่วมมือไปยัง Alfred Binet นักจิตวิทยาเพื่อพัฒนาแบบทดสอบ มาตราในการวัดเชาวน์ปัญญาในระยะเริ่มแรก เป็นการวัดสิ่งที่เด็กได้รับจากการเรียนรู้ หรือความรู้ทั่วไป (general knowledge) เช่น
คำถามเด็กเล็ก - ชี้ที่เท้าของหนู
                    - หยิบดินสอมาให้ฉัน 3 แท่ง ( จากดินสอจำนวนหลาย ๆ แท่งที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเด็ก )
คำถามเด็กโต - ให้ความหมายคำว่า ตราผลิตภัณฑ์
                    - น้ำขึ้นให้รีบตักหมายความว่าอย่างไร
          Alfred Binet และผู้ร่วมงานคือ Theodore Simon ตั้งคำถามจำนวนมากเพื่อให้เด็กทั้งเรียนดีและเรียนอ่อนในชั้นเรียนตอบ เฉพาะคำถามที่เด็กเรียนดีมักจะตอบได้ ก็ถูกบรรจุลงในแบบทดสอบส่วนท้ายของบรรดาคำถามทั้งหมด เมื่อแบบทดสอบ ทำเสร็จแล้วจะประกอบด้วยคำถามทั้งง่ายและยาก เป็นคำถามที่กว้างและครอบคลุมในสิ่งที่เด็กทั่วไปทุกคนควรรู้ และถ้าเป็นเด็กเก่งก็จะตอบได้มากกว่าเด็กอ่อน สิ่งที่ Binet ทำนั้นเป็นการทำนายผลของการกระทำในโรงเรียนของเด็กนักเรียน อาจกล่าวได้ว่าเขาได้ทำการสร้าง criterion validity ในการทดสอบ เขาปฏิเสธว่า แบบทดสอบของเขาไม่ได้วัดสิ่งที่เรียกว่า โครงสร้างทางทฤษฎี (theoretical construct) ที่ในปัจจุบันนี้เรียกว่า construct validity
          เด็กโตรู้มากกว่าเด็กเล็ก ในแบบสอบถามความรู้ทั่วไป เด็กเรียนอ่อนอายุ 13 ปี ควรที่จะตอบคำถามได้ถูกต้องมากกว่าเด็กเรียนดีอายุ 6 ปี Binet และ Simmon สร้างชุดแบบสอบถามย่อย (subtest) แต่ละชนิดประกอบด้วยคำถามที่เด็กทั่วไปตามเกณฑ์อายุนั้น ๆ ควรที่จะทำได้อย่างถูกต้อง คะแนนรวมสุดท้ายที่ได้จากการทดสอบเรียกว่า อายุสมอง (Mental Age) เช่นอายุสมองมีคะแนนเท่ากับ 12 หมายความว่าเด็กสามารถทำสิ่งต่าง ๆ (performed) ได้เท่ากับเด็กทั่วไปอายุ 12 ปี
          แน่นอนว่าเด็กอ่อนจะได้คะแนนของอายุสมอง (mental age) ต่ำกว่าคะแนนที่ควรจะได้ ที่เรียกว่าอายุจริง หรืออายุตามปฏิทิน(chronological age) ดังนั้นเด็กอ่อนจะได้คะแนนของ MA. ต่ำกว่า CA. และเด็กเก่งจะได้คะแนนของ MA. สูงกว่า CA.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น